วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ดาราศาสตร์

ดาราศาสตร์ คือวิชาวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาวัตถุท้องฟ้า (อาทิ ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวหาง และดาราจักร) รวมทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากนอกชั้นบรรยากาศของโลก โดยศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการ ลักษณะทางกายภาพ ทางเคมี ทางอุตุนิยมวิทยา และการเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้า ตลอดจนถึงการกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพ
ดาราศาสตร์เป็นหนึ่งในสาขาของวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด นักดาราศาสตร์ในวัฒนธรรมโบราณสังเกตการณ์ดวงดาวบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน และวัตถุทางดาราศาสตร์หลายอย่างก็ได้ถูกค้นพบเรื่อยมาตามยุคสมัย อย่างไรก็ตาม กล้องโทรทรรศน์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่จำเป็นก่อนที่จะมีการพัฒนามาเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ตั้งแต่อดีตกาล ดาราศาสตร์ประกอบไปด้วยสาขาที่หลากหลายเช่น การวัดตำแหน่งดาว การเดินเรือดาราศาสตร์ ดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์ การสร้างปฏิทิน และรวมทั้งโหราศาสตร์ แต่ดาราศาสตร์ทุกวันนี้ถูกจัดว่ามีความหมายเหมือนกับฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ดาราศาสตร์ได้แบ่งออกเป็นสองสาขาได้แก่ ดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์ และดาราศาสตร์เชิงทฤษฎี ดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์จะให้ความสำคัญไปที่การเก็บและการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการใช้ความรู้ทางกายภาพเบื้องต้นเป็นหลัก ส่วนดาราศาสตร์เชิงทฤษฎีให้ความสำคัญไปที่การพัฒนาคอมพิวเตอร์หรือแบบจำลองเชิงวิเคราะห์ เพื่ออธิบายวัตถุท้องฟ้าและปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งสองสาขานี้เป็นองค์ประกอบซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ดาราศาสตร์เชิงทฤษฎีใช้อธิบายผลจากการสังเกตการณ์ และดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์ใช้ในการรับรองผลจากทางทฤษฎี
การค้นพบสิ่งต่างๆ ในเรื่องของดาราศาสตร์ที่เผยแพร่โดย
นักดาราศาสตร์สมัครเล่นนั้นมีความสำคัญมาก และดาราศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในวิทยาศาสตร์จำนวนน้อยสาขาที่นักดาราศาสตร์สมัครเล่นยังคงมีบทบาท โดยเฉพาะการค้นพบหรือการสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
ไม่ควรสับสนระหว่างดาราศาสตร์โบราณกับโหราศาสตร์ ซึ่งเป็น
ความเชื่อที่นำเอาเหตุการณ์และพฤติกรรมของมนุษย์ไปเกี่ยวโยงกับตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้า แม้ว่าทั้งดาราศาสตร์และโหราศาสตร์เกิดมาจากจุดร่วมเดียวกัน และมีส่วนหนึ่งของวิธีการศึกษาที่เหมือนกัน เช่นการบันทึกตำแหน่งดาว (ephemeris) แต่ทั้งสองอย่างก็แตกต่างกัน
ในปี
ค.ศ. 2009 นี้เป็นการครบรอบ 400 ปีของการพิสูจน์แนวคิดเรื่องดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ของ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส อันเป็นการพลิกคติและโค่นความเชื่อเก่าแก่เรื่องโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลของอริสโตเติลที่มีมาเนิ่นนาน โดยการใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ของกาลิเลโอซึ่งช่วยยืนยันแนวคิดของโคเปอร์นิคัส องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้ปีนี้เป็นปีดาราศาสตร์สากล มีเป้าหมายเพื่อให้สาธารณชนได้มีส่วนร่วมและทำความเข้าใจกับดาราศาสตร์มากขึ้น

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ภาษาสเปน










ภาษาสเปน (อังกฤษ: Spanish, Castilian; สเปน: español, castellano) เป็นภาษาในกลุ่มภาษาไอบีเรียนโรมานซ์ หนึ่งในภาษาทางการ 6 ภาษาขององค์การสหประชาชาติ และภาษาที่มีผู้พูดเป็นภาษาแม่มากที่สุดในโลกรองจากภาษาจีนกลาง[15][16] รวมทั้งยังเป็นภาษาทางการขององค์การระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญอีกหลายองค์การอีกด้วย เช่น สหภาพยุโรป สหภาพแอฟริกา องค์การรัฐอเมริกา องค์การรัฐไอบีเรียอเมริกา ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ และสหภาพชาติอเมริกาใต้ เป็นต้น
มีผู้พูดภาษาสเปนเป็นภาษาที่หนึ่งและภาษาที่สองเป็นจำนวนระหว่าง 450
[17]-500 ล้านคน[18] และอาจเป็นภาษาที่สองที่ใช้พูดกันมากที่สุดในโลกเมื่อพิจารณาจำนวนผู้ที่ใช้พูดเป็นภาษาที่หนึ่งและภาษาที่สองร่วมกัน[19] โดยเม็กซิโกเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้พูดภาษานี้มากที่สุด นอกจากนี้ ภาษาสเปนยังเป็นภาษาที่มีผู้เรียนมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก[20] รองจากภาษาอังกฤษ มีผู้เรียนภาษานี้อย่างน้อย 17.8 ล้านคน[21] ขณะที่แหล่งข้อมูลบางแห่งกล่าวว่า มีผู้เรียนภาษานี้กว่า 46 ล้านคน[22] กระจายอยู่ใน 90 ประเทศ
ภาษาสเปนมีต้นกำเนิดจาก
ภาษาละตินชาวบ้านที่พัฒนามาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3 (เช่นเดียวกับภาษาอื่นในกลุ่มภาษาโรมานซ์) หลังจากจักรวรรดิโรมันล่มสลายลง ดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิต่างแยกไปอยู่ใต้การปกครองของชนกลุ่มต่าง ๆ กัน ภาษานี้จึงถูกตัดขาดออกจากภาษาถิ่นของภาษาละตินในดินแดนอื่น ๆ และมีวิวัฒนาการอย่างช้า ๆ จนเกิดเป็นภาษาละตินใหม่ต่างหากอีกภาษาหนึ่ง แต่เนื่องจากได้รับการเผยแพร่ทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้เป็นเวลาที่ต่อเนื่องยาวนาน ภาษาสเปนจึงกลายเป็นภาษาละตินใหม่ที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุดในปัจจุบัน

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ตุ๊กตาตัวเล็ก ^^

































































สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลก











สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลก ได้แก่ ค้างคาวกิตติ (Craseonycteris Thonglongyai) ค้างคาวนับเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่สามารถบินได้ และมีระบบโซนาช่วยค้นหาทิศทางและสิ่งกีดขวางต่างๆ ตลอดเส้นทางที่บินไป รวมทั้งสื่อสารกับค้างคาวอื่นด้วย นับเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่มีในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลก ได้แก่ ค้างคาวกิตติ (Craseonycteris Thonglongyai) ค้างคาวนับเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่สามารถบินได้ และมีระบบโซนาช่วยค้นหาทิศทางและสิ่งกีดขวางต่างๆ ตลอดเส้นทางที่บินไป รวมทั้งสื่อสารกับค้างคาวอื่นด้วย นับเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่มีในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ
ค้างคาวที่พบในประเทศไทยนั้นมีอยู่ทั้งสิ้น 10 วงศ์ 92 ชนิด มีทั้งที่กินผลไม้เป็นอาหารและกินแมลงเป็นอาหาร ชนิดที่ค้นพบใหม่ล่าสุดและเป็นที่ตื่นเต้นในบรรดานักสัตววิทยาของโลก คือ ค้างคาวกิตติ (Kitti's Hog-Nosed Bat) ซึ่งเป็นค้างคาวกินแมงวงศ์ใหม่ของโลกและมีเพียงชนิดเดียว ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ของไทยคือ คุณกิตติ ทองลงยา เมื่อปี พ.ศ. 2516 ที่ถ้ำแถบอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ค้างคาวชนิดนี้มีขนาดที่เล็กมากคือ มีน้ำหนักเพียง 2 กรัม ความกว้างช่วงปีก 160 มิลลิเมตร ซึ่งกินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2529 ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก สถานภาพในปัจจุบันจัดว่าเป็นสัตว์ที่ตกอยู่ในสภาวะวิกฤติเป็นอันดับ 1 ในจำนวนสัตว์ 12 ชนิดทั่วโลกที่กำลังถูกคุกคามและใกล้จะสูญพันธุ์







วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

รถยนต์ที่เล็กที่สุดในโลก !!!






ถูกสร้างขึ้นในปี 1963 โดยบริษัท Peel Engineering ของอังกฤษ ทำขายเพียง 50 คันเท่านั้น ขายในราคาคันละ 200 ปอนด์ ปัจจุบันยังคงมีให้เห็นอยู่ 20 คัน และราคาก็ถีบขึ้นไปอยู่ 35,000-50,000 ปอนด์ สำหรับคันนี้เป็นรถที่ทาง Ripley's Believe It or Not! ได้มา และนำมาโชว์

FLoWer++Rose++







วิธีลบรอยย่นที่คอ


ใครที่มีรอยย่นบริเวณลำคอแล้วอยากกำจัด วันนี้มีวิธีบอก....


รอยย่นที่คอ เกิดจากผิวที่แห้ง ขาดวิตามินและน้ำมาหล่อเลี้ยงผิวหนังที่คอ จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดรอยย่น ทำให้ดูมีอายุ และไม่สดใส

วิธีลดรอยย่นที่คอ


1. ชโลมครีมให้ชุ่มชื่นทุกเช้า-ค่ำ
2. ออกกำลังกายด้วยการผงกศีรษะไปข้างหลัง อ้าปากว้างแล้ว หุบสนิท ทำซ้ำ 10 ครั้ง
3. รับประทานผักผลไม้มาก ๆ
4. ดื่มน้ำ วันละ 8-10 แก้ว เป็นอย่างน้อย
เพียงเท่านี้ ปัญหารอยย่นที่คอก็จะหายไป ลองนำไปปฏิบัติตามกันดูได้.

20 วิธีอ่อนเยาว์มากขึ้นในวันนี้


เตรียมรับมือกับปีใหม่นี้กันได้แล้ว ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหน ไปเรียนร้องเพลง หรือปรับลุคตัวเองใหม่ เรามีแรงบันดาลใจที่จะมาช่วยให้คุณฮือฮากับชีวิตได้ทำตามคำแนะนำแล้วคุณจะรู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้นมาทันตาเห็นเลยเชียวล่ะ


1. เล่นเกมมีเดทนึกถีงตอนมีนัดกับหนุ่มที่แอบปิ้งครั้งแรกสิ เมื่อก่อนน่ะเรามือสั่นใจสั่นแค่ไหน จำได้รึเปล่าเอ่ย ให้สร้างความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง รับรองสนุก ต่างคนต่างไปที่นัดหมายตกลงเลือกที่ใหม่ๆกันทั้งสองฝ่าย ทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เวลาคุยกันก็ถามคำถามแบบที่คุณมักถามคนที่ไม่เคยรู้จักกันมากก่อน ไม่ช้าอะดรีนาลีนคุณก็จะหลั่งเหมือนตอนแรกเจอ แบบนี้ตื่นเต้นดีออกว่ามั้ย

2. จี้จุดความเยาว์การฝังเข็มอิงทฤษฎีปราณของจีนหมายถึงพลังชีวิต ซึ่งใช้งานด้วยการจุดประกายพลังปราณที่หยุดนิ่ง ก็ทำให้แข็งแรงหรืออ่อนแอ่ลงได้ ซูซาน รีด วัย 35 ปี บอกว่า “ตอนอายุ 35 ไปแล้วร่างกายเราเริ่มเชื่องช้าลง แต่การฝังเข็มจะช่วยกระตุ้นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยกระตุ้นพลังงานและความรู้สึกเป็นหนุ่มสาว”


3. ทำใจให้สบายใช้เทคนิคการทำสมาธิการเพ่งมองเทียนโดยไม่กะพริบจาซึ่งสามารถฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้เพราะกระตุ้นต่อมไพเนียลในสองให้ผลิตเมลาโทนินอันเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ ดูรายละเอียดเพิ่ม http://www.fisu.org/

4. อยากอายุเท่าไรก็แสดงออกเท่านั้นโลฟ์โค้ช ฟีโอนา ฮาโรล แนะว่าให้เลือกว่าอายุเท่าไรที่สะท้อนสุขภาพอันมีชีวิตชีวา และความสดชื่นของคุณ จากนั้นบอกตัวเองว่าคุณอายุเท่านั้น ทำให้ตัวเองรู้สึกดังนั้น และแสดงท่าทางเพื่อให้เหมาะสมกับอายุที่คุณต้องการให้ดีที่สุด

5. ดอมดมกลิ่นหวนสู่วัยเด็กการค้นคว้าของมูลนิธิกลิ่นและรสในชิคาโก พบว่าการสร้างกลิ่นจากวัยเด็กสามารถทำให้เรารู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้นมาได้ทันควัน ประสาทส่วนหน้าจัดเป็นส่วนของอารมณ์อ่อนไหว วิธีที่เร็วที่สุดในการเข้าถึงความจำเหล่านี้คือผ่านทางกลิ่น เชื่อมั้ยว่ากลิ่นแรกที่เราคิดถึงสมัยวัยเด็ก คือกลิ่นขนมปังอบใหม่หอมกรุ่น


6. เชื่อใน “พลังสาวๆ”จากการศึกษากับสตรีวัย 40 ปีหนึ่งกลุ่ม พบว่าการใช้เวลาค้างคืนกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน จัดว่ายอดเยี่ยมในการทำให้รู้สึกอ่อนเยาว์ลงอีกครั้ง เพื่อเก่าแก่สามารถช่วยให้คุณหนีความเครียดจากชีวิตประจำวันได้ด้วยการเตือนใจให้นึกถึงวัยก่อนจะมีความรับผิดชอบหนักหนาเช่นทุกวันนี้ นัดชุมนุนเพื่อนเม้าท์กันให้สนุกสุดเหวี่ยงไปเลย

7. หวนรำลึกความทรงจำลองสะกดจิตตัวเองดูจะทำให้คุณทวนกลับไปถึงเวลาที่รู้สึกเสรีแฮปปี้ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกนี้และรอยยิ้มกับทัศนคติคนที่อ่อนเยาว์มากขึ้น

8. วางแผนพักเบรกมีพวกเราน้อยคนที่ปฏิเสธว่าสิ่งที่ดีที่สุดในการเรียนคือได้ปิดเทอมนานๆ โดยไม่มีการบ้านให้คิดหาวันหยุดเบรกแบบนี้เพื่อนเติมความรู้สึกนั้นและวางแผนสิ่งพิเศษ เสนอความคิดให้เจ้านายพาไปสัมมนา ดูงาน ซึ่งเจ้านายส่วนใหญ่มองว่าเป็นโอกาสเพิ่มทักษะและมุมมองให้ลูกน้อง

9. หวือหวาได้นอกห้องนอนสมัยสาวๆ เราไม่เคยขี้อายกระมิดกระเมี้ยนกับการมีเซ็กซ์ หรือกำจัดแค่บนเตียงในห้องนอนเท่านั้น แต่พออายุมากขึ้นกลับต้องเข้าห้องนอนใส่กลอนประตูตอนกลางคืนถึงจะวาดลวดลายได้ ขอบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีเซ็กซ์เต็มรูปแบบนี่นา แค่กอดจูบลูบไล้สำรวจกายกันก็เกินพอแล้ว เพราะฉะนั้นหาที่ลับตาพอประมาณแล้วสร้างความตื่นเต้นซะ

10. ระวังน้ำหนักการศึกษาของมหาวิทยาลัยทัฟท์ในสหรัฐฯ พบว่าผู้หญิงที่ยกน้ำหนักสัปดาห์ละสองครั้งนานหนึ่งปีจะรู้สึกอ่อนเยาว์ลงไป 15-20 ปี ดังนั้นลองทำดูที่บ้านก็ได้ เพื่อจะได้มีหุ่นเซ็กซี่ มีกล้ามเนื้อเป็นสาวปราดเปรียวไงล่ะ

11. ฟื้นฟูความเป็นเด็กที่แฝงเร้นพออายุมากขึ้นเราสร้างเกราะขึ้นมาปกป้องความเป็นเด็กในตัวเรา ให้คุยกับพ่อแม่ว่าสมัยเด็กคุณเป็นไงแล้วหาเวลาถ่ายรูปตัวเองตอนนี้ดู จากนั้นหลับตานึกภาพสมัยวัยเด็กเตือนตัวเองว่าคุณยังมีคุณสมบัติวัยเด็กแบบที่เคยมี ทำแบบนี้จะช่วยปลุกความรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมาได้อีกครั้ง

12. ใส่สีสันสดใสการเปลี่ยนสีสันเสื้อผ้าที่ใส่ทำให้คุณอ่อนเยาว์ลงได้ ถ้าใช้สีที่เหมาะเหม็งจะช่วยลบถุงพองใต้ตาไปได้อย่างไม่นาเชื่อ ลองเอาสีสดใสที่ชอบทาบใบหน้าดูสิว่าถุงนั้นหายไปหรือไม่

13. เรียนรู้จากเด็กเวลาเด็กเล็กๆ ละเล่นกันมักเน้นทีละอย่างและหมกมุ่นกับสิ่งนั้น ลองปล่อยตัวไปกับการละเล่นแบบเด็กๆ ดูบ้าง (ยืมลูกเพื่อนมาก็ได้) ปล่อยตัวเต็มที่แล้วจะมีพฤติกรรมขี้เล่นมากขึ้น จำไว้ว่าเด็กไม่ได้ลอง พวกแกลุยไปเลย ถ้าคุณผ่อนคลายกับการเป็นตัวตนของตัวเอง คุณไม่จำเป็นต้องทำท่าเป็นเด็ก เพราะมันจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

14. ดื่มให้อ่อนเยาว์ไม่ได้หมายถึงแอลกฮอล์ แต่หมายถึงหมายถึงเครื่องดื่มโปรตีนที่พึงดื่ม อาศัยเครื่องปั่นก็ปรุงรสอร่อยได้ เช่น สมูธตี้เบอร์รีหรือมะม่วงผสมแครทซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความรู้สึกอ่อนเยาว์ชั่วนิรันดร์กาล เพราะมีส่วนผสมฟื้นฟูร่างกายสูง ผสมบลูเบอร์รีกับกล้วยและนมกับน้ำผึ้งปั่นเข้าด้วยกันก็ได้

15. กำจัดสารพิษขั้นตอนสำคัญในการผกผันกระบวนการความแก่คือกำจัดสารพิษจากชีวิตทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์อันไม่น่าพึงพอใจ สัมพันธ์ย่ำแย่ อาหารไม่ดีต่อสุขภาพ หรืออารมณ์ในทางลบซึ่งดูดความมีชีวิตไปจากตัวคุณ ดูสิว่าอะไรเป็นพิษแล้วรีบกำจัดมันซะ

16. เล่นเลียนแบบเด็กๆ ชอบเลียนแบบ ดังนั้นให้เลียนแบบคนที่คุณชื่นชมหรือเห็นว่าตลกดี จะปลดปล่อยคุณจากการเป็นตัวตนและจำไว้ว่าอย่าลืมหัวเราะตอนทำด้วยก็แล้วกัน

17. ร้องเพลงให้สุดเสียงการร้องเพลงมีประโยชน์ทางจิตเพราะชักพาคุณไปอีกโลกและหยุดยั้งไม่ให้คิดถึงเรื่องซ้ำซากน่าเบื่อ การร้องเพลงเติบพลังให้คุณ เพราะเพิ่มระดับอ็อกซิเจนในร่างกาย ชวนเพื่อนมาร้องด้วยก็ได้

18. ลืมความรับผิดชอบซะหาคนอื่นมาคุมแทนแค่สักสองนาทีก็ได้ ช่วยให้รูปแบบสมองคุณหายรกเรื้อไปสักครู่และทำให้รู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้น ขอให้แฟนอ่านนิทานให้คุณฟังก่อนนอนคุณจะรู้สึกอุ่นใจยิ่ง

19. เข้าร่วมละครสัตว์เด็กๆ กล้าบ้าบิ่นแต่เราผู้ใหญ่ถูกคุมโดยความกังวล การฝึกละครสัตว์ทำให้คุณต้องหวนกลับไปมีสภาพเป็นเด็ก ไว้ใจกับเชือกหนึ่งเส้นซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่เราสลัดทิ้งไปเมื่อโตขึ้น แต่ถ้าคุณใช้ความรู้สึกตอนฝึกคุณจะคิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรทุกอย่างในโลกนี้ได้หมดไม่ยั่น

20. จดบันทึกพวกเราส่วนใหญ่ยอมรับว่าการจดบันทึกมีแต่เรื่องรักๆของวัยรุ่น แต่ที่จริงเป็นการระบายความรู้สึก ดังนั้นอย่างเขินที่จะเริ่มต้นจดบันทึกประจำวันอย่างเปิดใจและซื่อตรงกับตนเอง เวลามาอ่านซ้ำสองปีหลังคุณอาจหัวเราะขำและรู้สึกอ่อนเยาว์มากขึ้นได้

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552

ท่องนอกโลกเสี่ยง เจออวกาศกัดกระดูกพรุน


นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่ามนุษย์อวกาศที่รอนแรมอยู่กับสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลาแรมเดือน จะมีกระดูกที่อ่อนแอ และมีหวังจะต้องทรมานกับอาการกระดูกสะโพกหักเอาเมื่อตอนแก่คณะนักวิทยาศาสตร์ อันมีหมอจอยค์ เคแยค ศาสตราจารย์ศัลยกรรมกระดูกและวิศวกรรมชีวเวช มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเป็นหัวหน้า ได้ตรวจร่างกายคณะมนุษย์อวกาศจำนวน 13 นาย เมื่อกลับลงมาจากการประจำการอยู่กับสถานีอวกาศนานถึงครึ่งปี พบว่า ความแข็งแรงของกระดูกของพวกเขาเสียลง เฉลี่ยแล้วอย่างน้อยร้อยละ 14 โดยเฉพาะมีอยู่ 3 คนต้องสูญเสียไปมากถึง 1 ใน 3 เป็นเหตุให้กลายเป็นคนกระดูกเปราะ เหมือนกับผู้หญิงสูงอายุที่เป็นโรคกระดูกพรุน
หมอเคแยคยังได้แจ้งว่า "หากไม่ป้องกันอันใด พวกเขาเหล่านี้บางคน จะยิ่งเสี่ยงกับกระดูกเปราะบาง เนื่องจากอายุขัยมากขึ้น เมื่อตอนแก่ตัวลงไปอีกหลายสิบปี"
องค์การอวกาศสหรัฐฯ รู้อยู่แล้วว่า มนุษย์อวกาศที่ต้องกินนอนอยู่ในอวกาศ ทั้งกล้ามเนื้อและกระดูกจะต้องอ่อนแรงลง เนื่องจากต้องอยู่ในสภาวะไร้แรงดึงดูด ไม่เหมือนอยู่บนพื้นโลก ซึ่งร่างกายต้องขืนกับแรงโน้มถ่วงของโลกอยู่ตลอดเวลา

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

Wat Phrathat Doi Suthep


Wat Phrathat Doi Suthep ดอยสุเทพ est un temple (wat) bouddhiste de la province de Chiang Mai, Thaïlande. Le temple est désigné souvent sous le nom de Doi Suthep bien que ce soit en réalité le nom de la montagne sur laquelle il est localisé. Le temple est situé à 15 kilomètres de la ville de Chiang Mai et est un site sacré pour les Thaïes. Depuis le temple, il y a une vue impressionnante sur la ville de Chiang Mai, Wat Phrathat Doi Suthep demeure toujours une destination très populaire auprès des visiteurs étrangers.


La fondation originale du temple demeure une légende, il y a diverses versions de l’histoire de sa fondation. Le temple aurait été fondé dans 1383 quand le premier chedi a été construit. Depuis des siècles, le temple a pris de l’expansion avec des ajouts extravagants et plusieurs sanctuaires y ont été ajoutés. Une route se rendant au temple a été construite en 1935


Le wat peut être atteint par la route en provenance de Chiang Mai. Du stationnement, à la base du temple, les visiteurs peuvent monter les 309 marches de l’escalier pour atteindre la pagode, il y a aussi possibilité de prendre le funiculaire pour y accéder.
Le chedi original plaqué de cuivre est le secteur le plus sacré du sol du de temple. Sur l'emplacement du site, se trouvent des pagodes, des statues et les cloches du temple. Les aspects du temple sont tirés du bouddhisme et de l’hindouisme. Il y a un modèle du Bouddha d'Émeraude et une statue du dieu hindou Ganesh. Il y a une vue imprenable de la ville de Chiang Mai à partir d’un des cotés du temple